10:06 pm - Thursday October 23, 2014

”โคราช” ในความทรงจำ อิ่มบุญสุขใจ…เพลินความงามสวนดอกไม้

“โคราช” ในความทรงจำ อิ่มบุญสุขใจ เพลินความงามสวนดอกไม้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโคราชที่ทุกคนหน้าจะได้ไปสัมผัสเป็นแหล่งวัฒนธรรมโคราชที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานีมีหลายสถานที่ทีหน้าจะไปศึกษาหาความรู้ ไปโคราชต้องไปไหว้ย่าโมถือว่าเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมายรอให้มาชื่นชม

  ''โคราช'' ในความทรงจำ อิ่มบุญสุขใจ...เพลินความงามสวนดอกไม้

”โคราช” ในความทรงจำ อิ่มบุญสุขใจ…เพลินความงามสวนดอกไม้

 

ไอ้นายเอ้ย” สำเนียงโคราชของหญิงชราวัย 80 ปลาย ๆ ยังคงดังก้องในความคิดถึงมาจนทุกวันนี้ แม้หญิงชราจะจากโลกนี้ไปนานเกือบสิบปี แต่ความเป็น “ย่า” ไม่เคยจางหาย ยิ่งในชั่วโมงที่เรากลับมาเยือนนครราชสีมาแห่งนี้อีกครั้ง

เมืองซึ่งเป็นประตูสู่แดนดินถิ่นอีสาน นาม “นคร–ราช–สีมา” อันมีความหมายจำแนกได้ตรงตัวว่า “เมืองใหญ่อันเป็นขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักร” เช่นเดียวกับชื่อรองที่หลายคนรู้จักว่า “โคราช” สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจาก “นครราช” อดีตเมืองแห่งนี้มีประวัติเก่าแก่หลายยุคสมัย โดยเฉพาะสมัยอยุธยาถือเป็นรัฐกันชนอันสำคัญ

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นสถานที่เที่ยวแรก ๆ ตั้งแต่ผู้เขียนยังเดินไม่คล่อง เวลากลับมาที่นี่ช่วงหลัง ๆ ชอบเทียวถามคนพื้นที่ว่า พื้นที่อนุสาวรีย์ฯเล็กลงกว่าแต่ก่อนหรือไม่? ซึ่งคำตอบที่ได้ก็พบว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม บางทีอาจเป็นเพราะเมื่อเราเป็นเด็กเล็กโลกนี้กว้างใหญ่เสียจนต้องเขย่งก้าวกระโดด หรือเอื้อมมือจนสุดแขนเพื่อคว้าอะไรบางอย่าง แต่พอโตขึ้นโลกของเรามันแคบลงพอ ๆ กับใจคน

ตั้งแต่เล็กจนโต รูปปั้น “ย่าโม” ยังยืนเด่นเป็นสง่าแต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทานในท่ายืน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายเท้าสะเอวหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงเทพฯ ตามประวัติท้าวสุรนารีนามเดิม “คุณหญิงโม” เป็นภรรยาปลัดเมืองโคราช ปี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ยกทัพมาเพื่อยึดเมือง “ย่าโม” จึงรวบรวมชาวบ้านเพื่อต่อต้านจนฝ่ายตรงข้ามถอนทัพ และไม่สามารถเข้ามาตีกรุงเทพฯได้ รัชกาลที่ 3 จึงสถาปนาเป็นท้าวสุรนารี

เบื้องหลังรูปหล่อทองแดงของ “ย่าโม” เป็นประตูชุมพล ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองหน้าด่านปี พ.ศ. 2199 เป็นปีที่พระองค์เสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา โดยช่างชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ออกแบบผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เดิมมีประตูเมืองทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ประตูพลแสน/ด้านเหนือ, ประตูพลล้าน/ด้านตะวันตก, ประตูไชยณรงค์/ทิศใต้, ประตูชุมพล/ทิศตะวันตก ประตูเมืองก่อด้วยหินก้อนใหญ่และอิฐ ฉาบด้วยปูน บนสุดเป็นหอรบสร้างด้วยไม้แก่นหลังคามุงกระเบื้องประดับด้วยช่อฟ้าและนาคสะดุ้ง กำแพงต่อจากประตูก่อด้วยอิฐส่วนบนสุดทำเป็นรูปใบเสมา

ถ้าลองได้มาโคราชแล้ว ไม่ควรพลาดไป วัดบ้านไร่ ที่ด่านขุนทด แม้ตอนนี้หลวงพ่อคูณจะอาพาธ แต่ถ้าใครไปแล้วโชคดีหลวงพ่อจะออกมาให้พร ภายในวัดตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง เพราะมีการสร้างวิหารฯ รูปร่างโอ่อ่าซึ่งต่อไปเราจะได้ชมความงดงามอย่างเต็มตา เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ฯ ที่ยังมีคนเข้ามาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย

ก่อนที่เราจะไปพักผ่อนกันวันนี้ ขอย้อนกลับไปถึง อุทยานลานบุญมหาวิหาร สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ก่อนที่เราจะเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองโคราช อุทยานแห่งนี้หลายคนคุ้นหูกันในชื่อ “วัดสรพงศ์” ซึ่งน้าสรพงศ์ ชาตรี ได้หล่อรูปปั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศขึ้นด้วยความศรัทธา แม้ตอนนี้ในวิหารยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่ประชาชนสามารถเข้าไปกราบไหว้ได้อย่างใกล้ชิด

โดยน้าเอก–สรพงศ์ ฝากเชิญชวนให้มากราบไหว้ และทานราดหน้าอร่อย ๆ โดยไม่ต้องเสียเงิน อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งบุญได้ทุกวัน แต่สิ่งที่อยากจะวิงวอนคือ ที่ผ่านมามีผู้ติดต่อเพื่อขอนำญาติที่เสียชีวิตมาฌาปนกิจที่นี่ ซึ่งอุทยานแห่งนี้ไม่ได้มีพื้นที่ในภารกิจเหล่านั้น ขณะที่บางคนอยากนำเถ้ากระดูกของญาติมาไว้ที่ใต้ฐานสมเด็จพระพุฒาจารย์ เพราะเห็นว่าวัดแห่งนี้สวยและมีผู้มากราบไหว้มาก โดยทางเราปฏิเสธจนหลายครั้งคนที่มาขอกลับเคือง จึงอยากบอกกับผู้ที่มาไหว้ให้ยึดหลักศาสนาเป็นแบบอย่าง มากกว่าจะมองศาสนาเป็นสิ่งโอ่อ่าสวยงามอย่างที่หลายคนคิด

คืนนี้เราออกมานอนกันที่ตัวเมืองขามทะเลสอ ที่สวนทุ่งลุงพี สิ่งพิเศษของที่นี่คือมีของเก่าให้เราได้เห็นมากมายทั้งของในประเทศและต่างประเทศ และสิ่งที่ชอบมากที่สุดดูเหมือนจะเป็นร่มไม้และบ้านไม้ เห็นบ้านไม้ที่นี่ทำให้นึกถึงบ้านย่าที่เป็นบ้านไม้เหมือนกัน คืนนี้เรากินข้าวกันที่นี่ซึ่งมีหลายเมนูอร่อยไม่เบา เพราะหลายแห่งซึ่งไปกินมาจะรสชาติแบบแม่ครัวสมัยใหม่ แต่ที่นี่หลายเมนูแม้จะมีการดัดแปลงแต่ยังให้รสชาติเข้มข้น อย่างลาบหมูทอด หรือสละลอยแก้วไม่หวานเกินไป แช่แข็งให้เนื้อสละแข็งพอดี ยามกัดลงบนเนื้อน้ำหวานในสละจะแผ่ซ่านอยู่ในปาก

พูดไปแล้วก็คิดถึงย่า ร่างเล็ก ๆ ในชุดโจงกระเบนกับห้องครัวไม้ที่แสงยามเช้าค่อย ๆ ไล่ผ่านระแนงไม้ ควันจากเตาไฟโขมง ย่าเจนโลกพอที่รู้ว่าจะพัดให้ไฟในเตาปะทุด้วยโลมเลียก้อนถ่านซึ่งเพิ่งเหวี่ยงลงไปตอนไหน ไม่ต้องออกแรงพัดมากเพียงย่ารู้จังหวะ แม้จะมีเตาแก๊สให้ย่าแต่แกก็ส่ายหน้าและให้เราไปหิ้วเตาไฟออกมาให้แกทำผัดหมี่โคราช เมนูของแกผ่านการปรุงแต่งน้อยเน้นใช้ของที่มีในครัว วันนั้นเราเลยกินผัดหมี่ที่หากินที่ไหนไม่ได้ ทำไมน่ะเหรอ? เพราะเราช่วยกันตั้งแต่ติดเตา ตั้งกระทะ เทน้ำมัน และเอาหมี่ลงผัด

ย่าจากไปหลายปีบ้านไม้หลังเก่าถูกปิดเงียบ แมวที่เคยให้ข้าวให้น้ำผลัดไปหาเจ้าของใหม่ แต่ฝูงไก่ที่ย่าเคยเลี้ยงไว้ใต้ถุนยังอยู่ที่เก่า สืบทอดแม่ไก่ตัวต่อ ๆ มาเดินนำลูกไก่หาอาหาร แม้เจ้าของที่เคยเลี้ยงจะลาลับไปแล้ว นี่คือความพิเศษของคนที่รักสัตว์ เพราะเมื่อเราให้ชีวิตและดูแลกัน มันก็พร้อมจะอยู่กับ “เรา” แม้ “ไม่มีเรา”

เอาล่ะมากันเกือบครึ่งทางแล้ว งั้นไปต่อกันที่ “วังน้ำเขียว” ช่วงนี้เงียบสงบเหมาะแก่การมาเดินทอดน่องในสวนดอกไม้ที่กำลังฟื้นตัว เพราะผู้คนส่วนใหญ่จะมาเที่ยวกันช่วงดอกไม้บาน ซึ่งเรามาในช่วงที่กำลังฟื้นตัวก็ทำให้เห็นอะไรอีกหลายแบบ ดังเช่น สวนดอกหน้าวัวสุชาดา หรือเขาแผงม้าออร์คิด และฟลอร่า พาร์ค แม้ดอกไม้จะยังไม่บานสะพรั่งเต็มทุ่ง แต่ก็โชคดีที่เราไม่ต้องไปเบียดเสียดผู้คนเพื่อถ่ายรูป

ถึงอย่างไรดอกไม้ต้องมีการพักฟื้นต้น คงเป็นเรื่องยากที่จะให้สวยสดอยู่ได้นานแม้จะให้ยาบำรุงมากแค่ไหน ดอกไม้กับคนไม่ต่างกัน มีวันที่งดงามบานสะพรั่งและมีวันที่เหี่ยวเฉาจนหลายคนไม่เหลียวแล ทุกอย่างหมุนวนเป็นวงรอบของมัน แม้เราฝืนเพื่อยืนบนแท่นแห่งความงดงามให้นานที่สุด แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยวางให้เวลาทำหน้าที่ของมัน

รถของเรามุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ โคราชสำหรับเรายังคงมีเรื่องราวมากมายหลายอย่างต้องเรียนรู้ ถึงวันนี้จะไม่มีมืออุ่น ๆ ของย่าอยู่ข้าง ๆ แต่เราเองก็ไม่อยากปล่อยให้รากเหง้าของตัวเองหลุดลุ่ยไปตามเวลา เพราะทุกครั้งที่ร่ำลาย่าจะพูดเพียงว่า ’ขอให้ย่าโมคุ้มครองหลาน ๆ ด้วยเด้อ!“ .

“ถ้าลองได้มาโคราชแล้ว ไม่ควรพลาดไปวัดบ้านไร่ ที่ด่านขุนทด แม้ตอนนี้หลวงพ่อคูณจะอาพาธ แต่ถ้าใครไปแล้วโชคดีหลวงพ่อจะออกมาให้พร ภายในวัดตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง เพราะมีการสร้างวิหารฯ รูปร่างโอ่อ่าซึ่งต่อไปเราจะได้ชมความงดงามอย่างเต็มตา เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ฯ ทียังมีคนเข้ามาเยียมชมไม่ขาดสาย”

รู้ไว้ก่อนไปเที่ยว

การเดินทาง โดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ เดินทางไปนครราชสีมาได้หลายเส้นทาง เส้นทางที่นิยมที่สุดคือ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ที่สระบุรี ไปจนถึงนครราชสีมา รวมระยะทาง ประมาณ 259 กิโลเมตร อีกเส้นทางคือ จากกรุงเทพฯ ผ่านมีนบุรี ฉะเชิงเทรา พนมสารคาม กบินทร์บุรี ปักธงชัย ถึงนครราชสีมา รวมระยะทางประมาณ 273 กิโลเมตร หรืออาจเลือกใช้เส้นทางรังสิต-นครนายก ต่อทางหลวง หมายเลข 33 ไปกบินทร์บุรี แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 304 ผ่านวังน้ำเขียว ปักธงชัย เข้านครราชสีมา

โดยรถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 ไปนครราชสีมาทุกวันและตลอดทั้งวัน

โดยรถไฟ มีรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปนครราชสีมาทุกวัน

อุปกรณ์ต้องเตรียม หมวก ร่ม แว่นกันแดด ครีมทาผิว เสื้อแขนยาว

ของฝาก เครื่องปั้นดินเผาจากด่านเกวียน ผ้าไหม ผ้ามัดหมี่ ปักธงชัย หมูยอ หมูหยอง หมูแผ่น แหนม ไส้กรอก กุนเชียง และหมี่โคราช.

ทีมวาไรตี้

คลิ๊กงานออนไลน์ทางเน็ตดูข้อมูลเพิ่มได้ที่นี่

หางานออนไลน์

Filed in: แหล่งท่องเที่ยว

ข่าวแนะนำ :

ไปเกาะสีชังกัน ไม่ชังเหมือนชื่อ
เสน่ห์สกลนคร เมืองน่าเที่ยวที่ยังหลับใหล
วัดร่องขุ่น พุทธศิลป์ แหล่งท่องเที่ยว
ปราสาทสัจธรรมแหล่งท่องเที่ยวชลบุรี
รับลมหนาวกับ 5 ยอดดอยที่สูงที่สุดในไทย
น้ำตกพลิทไวซ์ โครเอเชีย มรดกโลกขององค์การยูเนสโก